ReadyPlanet.com
dot
dot

dot


ข่าวสารสภาการแพทย์แผนไทย
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์
ประชาสัมพันธ์ รู้ทันเรื่องมะเร็ง กับคู่มือวิชาการโรคมะเร็งและผลงานวิชาการ ศูนย์มะเร็งลพบุรี
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
เที่ยวจังหวัดลพบุรี  "เที่ยวเมืองไทย ใกล้กรุงเทพ"
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
helthbe1st.comเฮลธ์บีเฟิร์สท ,จำหน่ายยาแผนปัจจุบัน ,ยาฆ่าพยาธิ,สมุนไพร,ฟ้าทะลายโจร,มะระขี้นก,เพชรสังฆาต,มะรุม,กวาวเครือแดง,กวาวเครือขาว,เห็ดหลินจือแคปซูล,การ์ซีเนีย,เถาเอ็นอ่อน,อาหารเสริม ของMEGA,โอกามิกซ์,หรือวิตามินซีวิสทร้าอะเซโรลาเชอรี


มะรุมพืชมหัศจรรย์สารพันประโยชน์ article

 

  มะรุม ...... พืชมหัศจรรย์สารพันประโยชน์ .. จริงๆ หรือ ?   มะรุม ...... อาจถือว่าเป็นต้นไม้มหัศจรรย์ชนิดหนึ่งของโลกเพราะทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นใบดอกฝักรากเมล็ดหรือแม้แต่เปลือกล้วนแต่มีประโยชน์ในทุกส่วนๆ 
         มะรุม ลดไขมัน ป้องกันมะเร็ง .?
         "มะรุม" เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วนทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก "ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม" ภาคเหนือเรียก "มะค้อม- ก้อน" ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก "กาแน้งเดิง" ส่วนชาวฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก "ผักเนื้อไก่" เป็นต้น
        มะรุมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัยมะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง ๓-๔ เมตร ทรงต้นโปร่ง ใบเป็นแบบขนนกคล้ายกับใบมะขามออกเรียงแบบสลับ ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน ดอกออกเป็น ช่อสีขาว ดอกมี ๕ กลีบฝักมีความยาว ๒๐-๕๐ เซนติเมตรลักษณะเหมือน ไม้ตีกลอง เป็นที่มาของชื่อต้นไม้ตีกลองในภาษาอังกฤษ (Drumstick Tree) เปลือกฝักอ่อนสีเขียวมีส่วนคอดและส่วนมนเป็นระยะตามความยาวของฝัก เปลือกฝักแก่มีสีน้ำตาล เมล็ดมีเยื่อหุ้มลักษณะกลมมีสีน้ำตาล เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ เซนติเมตร เมล็ดแก่สามารถบีบน้ำมันออกมากินได้
         มะรุมเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำ การปลูกการดูแลรักษาก็ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน เกษตรกรจึงมักนิยมปลูกมะรุมไว้ริมรั้วบ้านหรือหลังบ้าน ๑-๕ ต้น เพื่อให้เป็น ผักคู่บ้านคู่ครัวแบบพอเพียงที่ไม่ต้องซื้อหาคนไทยทุกภาคนิยมนำฝักมะรุมไปทำแกงส้ม ด้วยการปอกเปลือกหั่นฝักมะรุมเป็นชิ้นยาวพอคำ ถือว่าเป็น ผักที่ทำแกงส้มคู่กับปลาช่อนอร่อยที่สุด จะต่างกันก็ในรายละเอียดของแกงตามแบบอย่างของแต่ละท้องถิ่นเท่านั้น แม้แต่ทางใต้ก็นิยมนำมะรุมมาทำแกงส้มปลา-ช่อน โดยจะใส่ขมิ้นเพื่อดับกลิ่นคาวปลาและเพิ่มสีสันของน้ำแกง ปรุงรสเปรี้ยวด้วยการใส่ส้มแขกแทนน้ำมะขาม และหั่นปลาช่อนเป็นแว่นใหญ่ไม่โขลกเนื้อปลากับเครื่องแกง
         ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุม ไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบ อ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กิน กับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำ มาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแหนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้
        ในส่วนต่าง ๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสาน จังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งป่นเข้าเครื่อง "ผงนัว" กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก
        คุณค่าทางอาหารของมะรุม
        มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค
        ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด ๒ เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ ๓ เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ 
        วิตามินเอบำรุงสายตามีมากกว่าแครอต ๓ เท่า
        วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด ๗ เท่าของส้ม
        แคลเซียมบำรุงกระดูกเกิน ๓ เท่าของนมสด
        โพแทสเซียมบำรุงสมองและระบบประสาท ๓ เท่าของกล้วย 
        ใยอาหารและพลังงานไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
        น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุมมีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ
        ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศีรษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก 
        ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะกินแกงจืดใบมะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก "มาลังเก") เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับนมแม่เหมือนกับคนไทย
        ชะลอความแก่
        กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้  คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และcaffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายได้
      ฆ่าจุลินทรีย์
      สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์และเบนซิล-กลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ.๒๕๐๗ จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ  สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู ปัจจุบันหลังจากการค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษา สารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว
      การป้องกันมะเร็ง
      สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
       การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาหารเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมมีเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม
       ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล
       จากการทดลอง ๑๒๐ วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ ๒๐๐ กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน ๖ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก
      ใบมะรุม ๑๐๐ กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ.๒๕๓๗)
      พลังงาน ๒๖ แคลอรี
      โปรตีน ๖.๗ กรัม (๒ เท่าของนม)
      ไขมัน ๐.๑ กรัม
      ใยอาหาร ๔.๘ กรัม
      คาร์โบไฮเดรต ๓.๗ กรัม
      วิตามินเอ ๖,๗๘๐ ไมโครกรัม (๓ เท่าของแครอต)
      วิตามินซี ๒๒๐ มิลลิกรัม (๗ เท่าของส้ม)
      แคโรทีน ๑๑๐ ไมโครกรัม
      แคลเซียม ๔๔๐ มิลลิกรัม (เกิน ๓ เท่าของนม)
      ฟอสฟอรัส ๑๑๐ มิลลิกรัม
      เหล็ก ๐.๑๘ มิลลิกรัม
     แมกนีเซียม ๒๘ มิลลิกรัม
     โพแทสเซียม ๒๕๙ มิลลิกรัม (๓ เท่าของกล้วย)
     พบว่าทั้งกลุ่มที่กินมะรุมและยามีคอเลสเทอรอล ฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL ปริมาณคอเลส-เทอรอลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index ต่ำลง ทั้ง ๒ กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ หัวใจ และท่อเลือดแดง (เอออร์ตา)
      กลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มีค่าลดลงแต่อย่างใด
      กลุ่มที่กินมะรุมพบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระ เพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย

        ที่ ประเทศอินเดียมีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคน ที่ มีโรคอ้วนมาแต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอรอลใน เลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอก จากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง
        สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทาง การแพทย์อินเดียสามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง
 ฤทธิ์ป้องกันตับ
        งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลองเกิดความเสียหายโดยยาไรแฟม-ไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับ โดยมี ผลกับระดับเอนไซม์แอสพาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส อะลานีนอะมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลาย ของตับจากยาเหล่านี้
        ผลิตภัณฑ์มะรุมของต่างประเทศจะอ้างฤทธิ์รักษาโรคมากมายทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ แค่การออกฤทธิ์จากการบริโภคที่พิสูจน์ได้เพียงแค่นี้ก็คงเพียงพอแล้วที่คุณ จะเพิ่มใบหรือฝักมะรุมในรายการอาหารของคุณมื้อกลางวันนี้
ข้อมูลจาก

ข้อมูลจาก 
   http://www.doctor.or.th/node/1245 

      ที่นี้เรามาดูสรุปคุณประโยชน์ของมะรุมบ้างว่ามีอย่างไร
 
       1. ใช้รับประทานในอาการขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบและช่วยลดสถิติการเสียชีวิตพิการและตาบอดได้เป็นอย่างดี
       2.  ใช้รับประทานในอาการที่เป็นเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
       3. ใช้รับประทานในอาการความดันโลหิตสูง
       4. ใช้รับประทานช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุณกันให้แก่ร่างกายโดยรับประทานผลิตภัณฑ์จากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์เด็กที่เกิดมาจะไม่ได้รับเชื้อเอชไอวี นอกจากนี้ถ้ารับประทานมะรุมอย่างน้อยอาทิตย์ละ3 ครั้งยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้กับตนเอง
       5. ใช้รับประทานอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งหรือหากว่าเป็นอยู่แล้วก็จะช่วยให้รักษาพยาบาลได้ง่ายขึ้นในบางกรณียังสามารถหยุดการเติบโตเจริญของเนื้อร้ายได้หากใช้ควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบันหากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยรังสีการดื่มมะรุมจะช่วยให้ผลจากการแพ้รังสีฟื้นตัวขึ้นได้เร็ว
       6. ใช้รับประทานช่วยในอาการไขข้ออักเสบเก๊าท์กระดูกอักเสบมะเร็งในกระดูก
       7. ใช้รับประทานในอาการตาอักเสบเกือบทุกชนิดเช่นอาการตามืดมัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็นรวมทั้งอาการตาเป็นต้อเป็นต้น
       8. ใช้รับประทานในอาการการอักเสบของลำไส้และอาการที่เกี่ยวกับท้องเช่นท้องเสียท้องผูกพยาธิในลำไส้
       9. ใช้รับประทานในอาการทางปอดทำให้ปอดแข็งแรงอาการของทางเดินของลมหายใจและอาการปอดอักเสบ
      10. เพื่อให้ใช้รับประทานออกฤทธิ์ลักษณะเดียวกับยาปฏิชีวนะเช่นใช้หยอดจมูกช่วยรักษาอาการภูมิแพ้ไซนัสและอาการทางทางเดินหายใจ
       นอกจากนี้ชาวญี่ปุ่นยังนำใบมะรุมมาทำเป็นชาใบมะรุมซึ่งในผลิตภัณฑ์ระบุไว้ว่าสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องปากนกกระจอกหอบหืดอาการปวดหูและศรีษะช่วยบำรุงสายตาและระบบทางเดินอาหาร
       ** ที่มาจากจดหมายข่าวส่งเสริมการเกษตรปีที่ 4 ที่ฉบับ 009 ประจำเดือนเมษายน พ. ศ.2552 งานประชาสัมพันธ์ฝ่ายยุทธศาสตร์และสารสนเทศสำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรีโทร โดยวีระวิทย์  ปถวินิธิฝ่ายยุทธศาสตร์และสารสนเทศ/ ข่าวเมษายน พ.ศ.2552
 
       หมายเหตุ : การรับประทานผลิตภัณฑ์จากมะรุมควรมีการจำกัดปริมาณในการใช้ไม่สมควรรับประทานโดยกะปริมาณเอาเองหรือรับประทานในปริมาณที่สูงหรือมากเกินโดยไม่ปรึกษาผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญเช่นไม่สมควรรับประทานโดยนำมาปั่นหรือต้มโดยใช้ปริมาณสูง  เช่นนำใบมาปั่นเป็นเต็มกะละมัง  แล้วกรองเหลือ 1 แก้วแล้วนำมาดื่มเช่นถือว่ามากเกินกำหนดเพราะอาจทำให้มีอาการท้องอืดได้หรือมีปัญหากับตับและไตได้ หากจะให้ดีก็ควรนำมารับประทานชนิดทีทำเป็นผงหรือทำบรรจุแคปซูลแล้วโดยรับประทานครั้งละไม่เกิน 1 - 2 แคปซูลหรือวันละไม่เกิน 4 - 6 แคปซูล (ขนาด 500 มิลลิกรัม) โดยแบ่งมื้อเป็นละเท่าๆกันส่วนผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไตควรรับประทานในช่วงสั้นๆไม่เกิน 7 วันเว้น 7 วัน แล้วคอยสังเกต   การรับประทาน มะรุมอาจมีวิกฤติต่าง ๆในการล้างพิษ เช่นงง วิงเวียนศรีษะ ปวดตัวแขนขา มีไข้ หรือมีอาการออกผื่นผื่นคัน ตามผิวหนัง หากเกิดอาการเหล่านี้ ให้หยุดการรับประทานก่อน เมื่ออาการดีขึ้นจึงคอยเริ่มรับประทานใหม่ การรับประทานควรใช้ความระมัดระวังในการรับประทานส่วนผู้ป่วยที่มีปัญหาเม็ดเลือดแดงแตก G6PD อาจจะมีอันตรายหรือผลข้างเคียงรุนแรงได้ และจากการที่ได้ พบปะผู้ป่วยหลายรายพบปัญหาว่าการบริโภคเมล็ดมะรุมหรือใบมะรุมสำหรับบางท่าน มีผลทำให้กรวยไตอักเสบ หรือตับอักเสบ ในผู้สูงอายุหลายราย

     ดังนั้นจึงควรบริโภคอย่างระมัดระวังและทำความเข้าใจเรื่องมะรุ่มอย่างรอบรู้และมีความเข้าใจที่ดีในการบริโภค




ข่าวประชาสัมพันธ์เครือข่ายแพทย์แผนไทยจังหวัดลพบุรี

"ทำไมผู้ที่คิดจะเปิดร้านนวดไทยเพื่อสุขภาพจึงต้องเรียนหลักสูตร ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย(นวดไทย) 372 ชั่วโมง "
มารู้จัก โรงเรียนนวดแผนไทยวัดชีป่าสิตามราม ( Wat Shepasitaram Thai Traditional Massage School )
ศูนย์ศึกษาและส่งเสริมสุขภาพแพทย์แผนไทย จังหวัดลพบุรีเปิดรับสมัครนักศึกษา แพทย์แผนไทย และโรงเรียนนวดแผนไทยวัดชีป่าสิตาราม ลพบุรี article
การฝึกงานของนักศึกษาแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต ที่ศูนย์ศึกษาและส่งเสริมสุขภาพแพทย์แผนไทยวัดชีป่าสิตาราม จังหวัดลพบุรี article
รับดูแลสตรีหลังคลอด ด้วยการนวด อบ อาบ ประคบ ทับหม้อเกลือ นึ่งท้องและนั่งถ่านด้วยการแพทย์แผนไทยลงทะเบียนจองวันเวลาเข้ารับบริการได้ที่ 092-492-1645 คุณธัญสุดา 086-123-5779 คุณนิด article
การเรียนนวดตอกเส้น(Tapping Line or Hammer Massage) article
รากสามสิบ ,สาวร้อยผัว , ผักชีช้าง ,ม้าสามตอน ฯ ,Shatavari,สมุนไพรพันปีของสตรี ที่ถูกลืม คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาเหล่าบรรพชน
มฤตยู ที่มาเยือนเงียบ ๆ พยาธิใบไม้ในตับ article
ยาอายุวัฒนะ ทิพย์โอสถของบรรพชน article
ขมิ้น กับประโยชน์ล้ำค่าคู่คนไทยคู่โลก article
มะระขี้นกสูงค่าทางโภชนาการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน article
คุณค่าน่าพิศวงและประโยชน์มากมายของตำลึง article
ความรู้เรื่องฉลากยาและร้านขายรวมทั้งการเปิดร้านขายยา ? article
นวดไทย 25 จุดเพื่อคลายเครียด article
ลมประจำเส้นสิบกับการเกิดโรคและอาการต่างๆ article
เส้นประธานสิบ article
กายบริหารเเบบไทย ท่าฤาษีดัดตน เเละประโยชน์ article
ลักษณะการนวดแผนไทย
ประวัติการนวดแผนโบราณ article
ประวัติบรมครูชีวกโกมารภัจจ์ article
ขิงมหาโอสถอันเก่าแก่ที่คนไทยและคนเอเชียโบราณรู้จักดี
หญ้าดอกขาวสมุนไพรมากคุณค่า
น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำผึ้ง ประโยชน์มากมาย สำหรับสุขภาพ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

healthbe1st.com
Visitbhesaj , Bonmueng Road ,Thahin ,Aumphurmueng
Lopburi ,15000 ,Thailand
Tel. 08-1627-9986 , โทรสาร.03-668-1504
Email: annoppb@gmail.com
Website; http://www.healthbe1st.com